Jsl Global Media  
Email PassWord

 จำข้อมูลการเข้าสู่ระบบ

* ลืมชื่อผู้ใช้ หรือ รหัสผ่าน ?
* ลงทะเบียน
"การที่เราล้มลงไปเราสามารถใช้แขนค้ำช่วยให้ยืนขึ้นใหม่ได้ ไม่ต่างกับปัญหาที่เจอแม้จะเหนื่อย หากใช้ "สติ" แก้ปัญหาทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้"
HOME About Video Suri-Inspiration Event&Activity Contact us



โชว์มังกรทองราคาแพงที่สุด ดูแล้วโชคดีตลอดปี
รู้ก่อนใคร...เคล็ดลับรับโชคดีจากซินแสช้าง ใน “สุริวิภา”

 

 

 

            รายการ สุริวิภา วันศุกร์ที่  13  มกราคมนี้     เริ่มต้นปีด้วยความสุข และความโชคดี มีทรัพย์ กับความอลังการที่มีให้ชมที่นี่ที่แรก กับโชว์มังกรทองที่ราคาแพงที่สุดในประเทศไทย ราคากว่า 550,000 บาท พร้อมสิงโต 3 สีที่เป็นตัวแทนของโชคดีในด้าน การเงิน การงานและความรัก โชว์พิเศษชุดนี้ ใครได้ดูจะโชคดีแบบไม่มีที่สิ้นสุด โชคดีหมื่นๆปี   และมาต่อความโชคดีด้วยเคล็ดลับรับโชคดีตลอดปี กับ “ซินแสช้าง-ทศพร ศรีตุลา”  กับคำแนะนำในการเสริมมงคลให้ชีวิต

 

            เริ่มต้นเปิดรายการด้วยความตื่นเต้น จากมังกรทองราคาแพงที่สุดในประเทศไทย กับการไต่เสา พ่นไฟ พ่นน้ำ ปะทะ กับสิงโต และเป็นการโชว์ครั้งแรกของมังกรทองจากชมรมส่งเสริมกีฬาเชิดสิงโต-มังกรประเทศไทย  ใครได้ดูโชว์ชุดนี้ จะมั่งคั่งด้วย ทรัพย์ ความสุข ความโชคดีตลอดทั้งปี เพราะมังกรทองและสิงโตสัตว์มงคลนำโชค เมื่ออยู่รวมกันโชคยิ่งเพิ่มทวี

 

            จากนั้น ซินแสช้างมาแนะนำการไหว้เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย  ที่ต้องไหว้ตั้งแต่เวลา 23.00 -01.00 น. ของวันที่ 22 มกราคม และต้องหันหน้าไปทางทิศใต้  เพื่อขอโชคลาภเงินทองตลอดปี  รวมถึงการไหว้เทพเจ้าไท่ส่วยเอี๊ย เทพเจ้าแห่งดวงชะตา เพื่อแก้ปีชงและเสริมมงคลรับโชคดีจากเทพเจ้าอย่างถูกวิธี   และยังมีวิธีจัดบ้าน ตั้งของมงคลรับโชคตามฮวงจุ้ย ทั้ง ต้นไม้มงคล ของตกแต่ง หินหมุน น้ำตก  พร้อมบอกทิศมงคล เสริมดวงความรัก การงาน การเงิน  รวมถึงการรับโชคในปีมังกรของทั้ง 12 ราศี ด้วยการทำบุญตามมูลนิธิต่างๆ ที่จะสอดคล้องช่วยเสริมดวง ลดเคราะห์ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละราศีด้วย  

 

 

            มารู้เคล็ดลับรับโชคดีตลอดปีมังกร  ง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเองก่อนใคร จากซินแสช้าง-ทศพร ศรีตุลา  ในรายการสุริวิภา  วันศุกร์ที่ 13 มกราคมนี้  เวลา 23.00 น. ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี

 

 





ReadMore      

         ยามน้ำท่วมแบบนี้ คนไทยจำนวนไม่น้อยต้องไร้บ้าน และต้องออกจากบ้าน
 เพื่อไปพักอาศัยที่อื่น บ้างก็อาศัยบ้านญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง หรือบางสำนักงานก็จัดหา
 ที่อยู่ให้พนักงานได้ไปพักพิง และคนอีกจำนวนหนึ่งก็ใช้บริการของศูนย์พักพิงต่างๆ
 ที่ทางหน่วยงานราชการจัดหาไว้ให้ และสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคนที่อยู่ไกลบ้าน
 คงหนีไม่พ้นอาการ "คิดถึงบ้าน" ที่ทำให้ใครหลายคนต้องนับวันรอ และได้แต่เฝ้า
 ภาวนาขอให้น้ำลดและได้กลับบ้านไวๆ 

 

         เมื่อเกิดอาการคิดถึงบ้าน อาการภาวะเครียด ภาวะซึมเศร้าก็มาเยือนอย่าง
 หลีกหนีไม่ได้เช่นกัน โดย นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล ผู้จัดการแผนงาน
 สร้างเสริมสุขภาพจิตเพื่อสุขภาวะสังคมไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้าง  
 เสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า ความเครียดของผู้ประสบภัยที่อยู่ที่ศูนย์พักพิง
 เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ การจัดการความเครียดจึงต้องเข้าใจและจัดการตาม
 สาเหตุ ควรทำใจยอมรับ อดทน มองว่า "ปัญหาจะผ่านไป"

 "ความเครียดจากความสูญเสียที่เกิดขึ้น หรือจากความเป็นอยู่ที่ไม่สุขสบาย
 ควรทำใจยอมรับ อดทน มองว่า ปัญหาจะผ่านไป นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
 ค้นหาสิ่งดีๆ ที่ยังมีอยู่รอบตัว แยกแยะประเด็นปัญหาที่กังวล เลือกลงมือทำในสิ่งที่
 ทำได้ ทำทีละขั้นทีละตอน เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ส่วนปัญหาในอนาคต
 ควรวางไว้ชั่วคราว ค่อยคิดแก้ไขเมื่อพร้อมและควรปฏิบัติตามหลักคำสอน
 ทางศาสนา จะช่วยให้ใจสงบ ยอมรับความจริงได้ดีขึ้น" นพ.ประเวชกล่าว
 และแม้ทั้งหมดทั้งมวล สิ่งสำคัญที่สุด คือ "ใจที่เข้มแข็ง" ก็ตาม หมอประเวชก็ย้ำว่า
 แนวทางการสร้างกำลังใจ เป็นแนวทางการสร้างความเข้มแข็งทางใจ เมื่อเกิด
 ความท้อใจ และพบกับปัญหาที่ยังมองไม่เห็นทางออก ปัญหายืดเยื้อยาวนาน
 ไม่รู้จะทำอย่างไร รู้สึกโดดเดี่ยว ไร้จุดหมาย สูญเสียความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหา
 แก้ไขได้ด้วยการสร้างกำลังใจให้กับตัวเองในทางที่หลากหลาย นพ.ประเวช ยังได้
 แนะนำ 10 วิธีดูแลจิตใจตนเอง ไว้เป็นแนวทางให้ใครหลายคนที่ยังจมอยู่กับทุกข์ว่า

 

1. ขั้นแรกต้องตั้งสติให้มั่น มองทุกปัญหาว่ามีทางแก้ไข
2. หากรู้สึกท้อใจ ให้ค้นหาแหล่งสร้างกำลังใจให้กับตัวเอง ได้แก่ ความรักความ
    ผูกพันกับคนในครอบครัว ความศรัทธาทางศาสนา การมีเป้าหมายชีวิตที่มี
    คุณค่า ความเชื่อว่าปัญหาจะผ่านไป...แล้วมันจะดีขึ้น การมองเห็นสิ่งดีๆ
    ในชีวิต
3. ฝึกหายใจคลายเครียด และทักษะผ่อนคลายอื่นๆ
4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง
5. พูดคุยกับคนใกล้ชิด อย่าคิดคนเดียว ช่วยกันปรึกษาหารือ
    แปลงปัญหาเป็นโอกาสในการสร้างความผูกพันใกล้ชิดต่อกัน
6. บริหารร่างกายเป็นประจำ เท่าที่สภาพแวดล้อมจะเอื้ออำนวย
    อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที วันเว้นวัน
7. ศึกษาและปฏิบัติตามหลักคำสอนทางศาสนา
8. มองหาโอกาสในการช่วยเหลือผู้อื่น เข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน
9. คิดทบทวนสิ่งดีๆ ในชีวิตเป็นประจำทุกวัน
10. และวิธีสุดท้ายคือการจัดการปัญหาทีละขั้นทีละตอน ทำในสิ่งที่ทำได้
      สร้างความรู้สึกสำเร็จเล็กๆ จากสิ่งที่ทำ ไม่จมไปกับปัญหาที่ยังแก้ไขอะไร
      ไม่ได้ หลีกเลี่ยงการใช้สุราหรือสารเสพติดในการจัดการความเครียดความ
      ทุกข์ใจ อย่างไรก็ตามอาการคิดถึงบ้านแบบนี้หากสะสมไว้มากๆ
      ก็จะกลายเป็นอาการของโรคซึมเศร้าได้อย่างไม่ยาก!!
 
         "ความรู้สึกเศร้าเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ เมื่อคนเราประสบกับความสูญเสีย
 ซึ่งอาการจะดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อคนเราทำใจได้ และยอมรับความสูญเสียที่เกิด
 ขึ้น แต่หากมีอารมณ์เศร้ามาก จนรบกวนการดำเนินชีวิต หรือเศร้านานเกินควร ก็อาจ
 เป็นอาการของโรคซึมเศร้า ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษา โดยใช้วิธีการดูแลใจตาม
 แนวทางข้างต้นก็จะช่วยแก้ไขปัญหาได้" นพ.ประเวช กล่าว
 แม้จะยากที่ต้องต่อสู้กับปัญหา แต่หากใช้ใจมองปัญหาและเชื่อมั่นว่า ปัญหาจะผ่านไป    
 เมื่อถึงวันนั้นความเข้มแข็งจะกลับมาและลุกขึ้นสู้ต่อ พร้อมรับกับวันใหม่ที่ยังรอในวัน
 รุ่งขึ้นเสมอ
 

 ขอบคุณข้อมูลจาก สสส.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
 

 

 



FaceBook
Youtube